รัฐบาลไทย
รัฐบาลไทยรัฐบาลไทย เป็นรัฐบาลของราชอาณาจักรไทยซึ่งเป็นรัฐบาลเดี่ยว รัฐบาลไทยมีบทบาทขึ้นอย่างชัดเจนในสมัยรัฐชาติอันสถานปนาขึ้นครั้งสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวภายหลังทรงผนวกดินแดนและอาณาจักรภายใต้ปกครองของอาณาจักรสยามขึ้นเป็นสยามประเทศ[1] รัฐบาลไทยผ่านการเปลี่ยนแปลงจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่ระบอบประชาธิปไตย ปัจจุบันรัฐบาลไทยแบ่งแยกอำนาจออกเป็น 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ โดยฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกัน ส่วนฝ่ายตุลาการเป็นอิสระจากอีกสองฝ่ายที่เหลือ รูปแบบของรัฐบาลไทยมีรูปแบบตามระบบเวสต์มินสเตอร์ของสหราชอาณาจักร
ฝ่ายนิติบัญญัติ
- ดูบทความหลักที่ รัฐสภาไทย
รัฐสภาเป็นสถาบันที่พระมหากษัตริย์ไทยพระราชทานอำนาจให้เป็นผู้ออกกฎหมายสำหรับการปกครองและการบริหารประเทศ เป็นองค์กรบริหารอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ รัฐสภาไทยเป็นแบบระบบสองสภา ประกอบด้วย วุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร มีสมาชิกรัฐสภาทั้งสิ้น 630 คน ใช้อาคารรัฐสภาเป็นที่ประชุม
สภาผู้แทนราษฎรมีสมาชิกจำนวนทั้งสิ้น 480 คน ดำรงตำแหน่งวาระละ 4 ปี มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจำนวน 400 คน และมาจากการเลือกตั้งแบบสัดส่วนจำนวน 80 คน สำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งเลือกพรรคการเมืองที่จัดทำบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พรรคการเมืองจัดทำขึ้น มีอำนาจที่สำคัญในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญหรือร่างพระราชบัญญัติ ตลอดจนการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน อาทิ การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี[2]
วุฒิสภามีสมาชิกจำนวนทั้งสิ้น 150 คน ดำรงตำแหน่งวาระละ 6 ปี มาจากการเลือกตั้ง 76 คน จากการเลือกตั้งใน 75 จังหวัดและกรุงเทพมหานครแห่งละ 1 คน และมาจากการสรรหา 74 คน มีอำนาจกลั่นกรองและยับยั้งกฎหมายที่ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน การให้ความเห็นชอบในเรื่องสำคัญที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ของแผ่นดิน[3] เป็นต้น
นายกรัฐมนตรี เป็นประมุขของรัฐบาล ประธานของคณะรัฐมนตรี และประมุขแห่งอำนาจฝ่ายบริหาร มาจากการลงมติของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากนั้นจึงมีการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์ไทย โดยนายกรัฐมนตรีคนที่ 28 และคนปัจจุบันคือ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้ซึ่งมาจากมติสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2554 และเริ่มดำรงตำแหน่ง เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม
นายกรัฐมนตรี มีหน้าที่รับผิดชอบ ในการบริหารราชการแผ่นดิน ตลอดจนมีอำนาจเสนอต่อพระมหากษัตริย์ ให้มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร[4] การกราบบังคมทูล เสนอชื่อหรือปลดรัฐมนตรี ตลอดจนมีบทบาทในการเป็นตัวแทนของประเทศ ในการเดินทางไปยังต่างประเทศ และเป็นผู้แถลงการณ์หลักของรัฐบาล นายกรัฐมนตรีสามารถพ้นจากตำแหน่งได้ จากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยการเข้าชื่อขอเปิดอภิปราย จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด
[แก้]
- ดูบทความหลักที่ คณะรัฐมนตรีไทย
คณะรัฐมนตรีประกอบด้วยนายกรัฐมนตรี 1 คน และรัฐมนตรีอื่นอีกไม่เกิน 35 คน มีหน้าที่รับผิดชอบในการบริหารราชการแผ่นดิน ว่าการกระทรวงในประเทศไทยทั้ง 20 กระทรวงและสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีฐานะเทียบเท่ากระทรวง ตลอดจนร่างและดำเนินการตามนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา มีสถานที่ทำงานอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาล รัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิกรัฐสภา
รัฐมนตรีอย่างน้อยหนึ่งคนต้องลงนามรับสนองพระบรมราชโองการในบทกฎหมาย พระราชหัตถเลขา และพระบรมราชโองการอันเกี่ยวกับราชการแผ่นดิน ในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ คณะรัฐมนตรีสามารถนำกฎหมายขึ้นกราบทูลให้ตราเป็นพระราชกำหนดเช่นเดียวกับพระราชบัญญัติได้ เช่นเดียวกับกรณีกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรหรือเงินตราซึ่งต้องได้รับการพิจารณาโดยด่วนหรือโดยลับ
- ดูบทความหลักที่ ศาลไทย
ศาลไทยเป็นองค์กรที่ใช้อำนาจตุลาการตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ผู้พิพากษาทุกระดับจำต้องได้รับการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์ไทย ถือได้ว่าศาลปฏิบัติการในพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์ ศาลไทยมี 4 ประเภท ได้แก่ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง และศาลทหาร
- ดูเพิ่มที่ การแบ่งเขตการปกครองของประเทศไทย
การปกครองส่วนภูมิภาคของไทยแบ่งออกเป็น 76 จังหวัด 896 อำเภอ 50 เขตในกรุงเทพมหานคร
ในการปกครองส่วนท้องถิ่น มีสองประเภท คือ ท้องที่เทศบาลและท้องที่ตำบล
- ท้องที่เทศบาล มักเป็นท้องถิ่นที่มีความเป็นเมือง คือ มีประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น อยู่ภายใต้การบริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเรียกว่า "เทศบาล" โดยมีองค์กรบริหารอำนาจนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการ แบ่งออกเป็นเทศบาลนคร เทศบาลเมืองและเทศบาลตำบล
- ท้องที่ตำบล มักเป็นท้องที่ชนบท ประชากรอาศัยอยู่ไม่มากเมื่อเทียบกับท้องที่เทศบาล แต่อาจจะมีประชากรหนาแน่นกว่าจุดอื่นในพื้นที่เดียวกัน
รายชื่อคณะรัฐมนตรี
| ดำรงตำแหน่งเมื่อตั้งคณะรัฐมนตรี (จนสิ้นสุดคณะรัฐมนตรี) | |||
| ออกจากตำแหน่ง | |||
| เปลี่ยนแปลง/โยกย้าย | |||
| แต่งตั้งเพิ่ม |
[แก้]
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็น นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2549 โดยมีพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ และพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าฯ เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณตน ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2549[1]
[แก้]
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯแต่งตั้งประสิทธิ์ โฆวิไลกูล เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายสมหมาย ภาษี เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549
[แก้]
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯแต่งตั้งนางอรนุช โอสถานนท์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายวรากรณ์ สามโกเศศ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษา ธิการ เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550[2]
[แก้]
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐมนตรีใหม่จำนวน 4 ตำแหน่ง เมื่อวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2550 หลังจากหม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ลาออกจากตำแหน่ง มีผลเมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2550[3]
[แก้]
วันที่ 20 กันยายน 2550 นายสิทธิชัย โภไคยอุดม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ลาออกจากตำแหน่ง หลังปปช. ระบุว่าเป็นหนึ่งในสามรัฐมนตรีที่ถือครองหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทเกินกว่าร้อยละ 5 ใบลาออกมีผลวันที่ 30 กันยายน 2550
วันที่ 23 กันยายน 2550 นางอรนุช โอสถานนท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลาออกจากตำแหน่ง ตามนายสิทธิชัย
ตุลาคม 2550 นายอารีย์ วงศ์อารยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลาออกตามนายสิทธิชัย และนางอรนุช
วันที่ 13 ธันวาคม 2550 นายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง พ้นจากตำแหน่ง หลังจากศาลอาญามีคำสั่งจำคุกเป็นเวลา 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา ส่งผลให้มีคุณสมบัติต้องห้าม ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550
[แก้]
- พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ - รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรับตำแหน่ง รมว.มหาดไทย เพิ่ม 3 ต.ค. 50)[5]
- นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ - รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
- นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม - รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รับตำแหน่ง รองนายกฯ เพิ่ม 7 มี.ค. 50)[6]
- พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน - รองนายกรัฐมนตรี (1 ต.ค. 50[7])
- คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ - รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
- นายธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ - รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
- นายประสิทธิ์ โฆวิไลกูล - รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (18 พ.ย. 49-21 พ.ค. 50)
- นายฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ - รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (7 มี.ค. 50)
- นายสมหมาย ภาษี - รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง (18 พ.ย. 49-13 ธ.ค. 50)
- นายอารีย์ วงศ์อารยะ - รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (ลาออก ต.ค. 50)
- นายบัญญัติ จันทน์เสนะ - รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
- พล.ต.ท.ธีรวุฒิ บุตรศรีภูมิ - รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (27 เม.ย. 50)[8]
- พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ - รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
- พล.ร.อ.ธีระ ห้าวเจริญ - รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
- นายสรรเสริญ วงศ์ชะอุ่ม - รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
- นายสุวิทย์ ยอดมณี - รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
- นายณัฐ อินทรปาณ - รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (27 เม.ย. 50)
- คุณหญิงไขศรี ศรีอรุณ - รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม
- นายนิตย์ พิบูลสงคราม - รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
- นายสวนิต คงสิริ - รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
- นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ - รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
- นายธีระ สูตะบุตร - รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
- นายรุ่งเรือง อิศรางกูร ณ อยุธยา - รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
- นายแพทย์มงคล ณ สงขลา - รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
- นายแพทย์มรกต กรเกษม - รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (7 มี.ค. 50)
- นายแพทย์วัลลภ ไทยเหนือ - รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (27 เม.ย. 50)
- นายสิทธิชัย โภไคยอุดม - รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ลาออก 20 ก.ย. 50)
- นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ - รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
- นายเกริกไกร จีระแพทย์ - รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
- นางอรนุช โอสถานนท์ - รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ (1 ก.พ. 50)[9]
- นายเกษม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา - รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
- นายวิจิตร ศรีสอ้าน - รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
- นายวรากรณ์ สามโกเศศ - รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (1 ก.พ. 50)
- นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ - รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
- นายอภัย จันทนจุลกะ - รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
- นายปิยะบุตร ชลวิจารณ์ - รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
- นายแพทย์พลเดช ปิ่นประทีป- รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (7 มี.ค. 50)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น